[1] ไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อน
default setup คือเหมาะกับคน 90% แล้ว โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่งบไม่มาก
[2] Creative คือตัววัด
สิ่งที่สำคัญคือ Creative (content ที่เอาไปยิงนั่นแหละ) ตรงนี้จะเป็นตัววัดเลยว่าแอดจะรุ่งหรือร่วง
[3] เลือก Campaign ให้ตรงเป้าหมาย
- Engagement / Traffic Campaign เหมาะกับสร้างแบรนด์ระยะยาว
- Sales / Lead Campaign เหมาะกับที่ต้องการ Conversion ระยะสั้น
[4] Always use data decision making
ก่อนจะปรับ Ads ทุกครั้ง ต้องมี Data ที่ระบุโอกาสหรือปัญหาได้จริงๆ
เช่น จะเพิ่มงบวันศุกร์ ก็ควรมี Data ที่ show pattern ว่าวันศุกร์ยอดเราเยอะกว่าวันอื่นจริงๆ ห้ามใช้ feeling แล้วไปเพิ่ม (อันนี้ basic ทุกคนคงรู้หมดละ 555)
[5] Seed is King
ยิ่งกลุ่มเป้าหมายที่เรา set ไว้ตอนแรกใน Ads manager ตรงกับโปรดักต์มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยย่นเวลา Facebook ในการเรียนรู้หากลุ่มเป้าหมายได้เยอะ
วิธีที่ผมชอบใช้คือ
- Step 1 ทำ organic content ที่เกี่ยวข้อง ดึงคนที่สนใจมาก่อนที่เพจเรา
- Step 2 ใช้กลุ่มเป้าหมายที่เห็นคอนเทนต์ organic เราไปเป็น Seed
- Step 3 ให้ Facebook เรียนรู้และส่งโฆษณาไปกลุ่มคนที่ลักษณะประมาณนี้
[6] Don't start with ads
Ads เป็นตัวขยายธุรกิจของคุณให้ไวขึ้น ไม่ใช่ตัว start ธุรกิจ
จุดสำคัญ: ถ้าพื้นฐานของคอนเทนต์ สินค้า หรือ service ยังไม่ดี อาจจะยังไม่ถึง stage ที่จะใช้มันครับ
[7] วิธีสเกล Ads ไปประเทศอื่นที่ใช้คนละภาษา
- ไม่ควรใช้แค่ feature translate ด้วย AI ของ Facebook เพราะอาจแปลได้ไม่ดี
- ถ้าจะไปประเทศอื่น ต้องเปลี่ยนภาษาทุกอัน ทั้ง Copywriting / Video / img
- ถ้าเปลี่ยนภาษาแค่ส่วนเดียว แต่ส่วนอื่นไม่เปลี่ยน มักจะไม่ได้ผล
สรุปแบบ Dewviko
จริงๆ ผมเป็นคนชอบคิดอะไร ทำอะไรยากๆ แต่พอมาเรียนคอร์สนี้แล้วรู้สึกว่า
สำหรับธุรกิจเล็กๆ สิ่งที่ได้ผลไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนครับ เรายังตัวเล็กอยู่ งบน้อย ยังไม่ถึง stage ที่จะไป optimize อะไรแบบแบรนด์ใหญ่ๆ
แต่หากคุณคิดว่าแบรนด์คุณใหญ่พอแล้ว การ optimize แอดก็จะช่วยลดต้นทุน ads ได้เยอะเลยแหละ ผมไม่ได้ต่อต้านนะครับ 555
Dewviko